เสียงเชียร์ในสนามฟุตบอลมักมาพร้อมกับความตื่นเต้น แต่ล่าสุดการจุดพลุแฟลร์ที่สนามแข่งขันกลับกลายเป็นประเด็นร้อนที่สั่นคลอนวงการลูกหนังไทยอีกครั้ง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อค่ำคืนวันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 ในการแข่งขันฟุตบอลนัดสำคัญระหว่างทีม ‘ราชันมังกร’ และ ‘ฉลามชล’ ณ สนามกีฬากลางจังหวัดราชบุรี ได้นำมาซึ่งคำถามใหญ่ถึงอนาคตของสมาคมฟุตบอลไทยและมาตรการควบคุมฝูงชน
ผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่าช่วงท้ายเกมที่การแข่งขันกำลังจะจบลงและทีมเยือนเป็นฝ่ายนำ แฟนบอลกลุ่มหนึ่งในโซนอัฒจันทร์ฝั่งทิศใต้ได้จุดพลุแฟลร์สีแดงฉานขึ้นมาหลายดวง ควันสีหนาทึบลอยฟุ้งปกคลุมทั่วสนามจนการแข่งขันต้องหยุดชะงักชั่วคราว สร้างความไม่พอใจให้กับนักกีฬาและแฟนบอลส่วนใหญ่ที่มาชมเกม หลังจากเหตุการณ์สงบลง เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้เข้าควบคุมสถานการณ์และระบุตัวผู้กระทำผิดบางรายได้
ประเด็นเรื่องพลุแฟลร์ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับวงการฟุตบอลไทย มีความพยายามรณรงค์และออกกฎข้อห้ามมาอย่างต่อเนื่อง แต่ดูเหมือนว่าปัญหาจะยังคงอยู่และทวีความรุนแรงขึ้นทุกครั้งที่มีการจัดกิจกรรม ควันสีที่ลอยฟุ้ง ไม่ได้สร้างแค่ความรำคาญ แต่ยังเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจของผู้คนในสนาม โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดเพลิงไหม้ได้หากสะเก็ดไฟตกลงบนวัสดุไวไฟ
การจุดพลุแฟลร์ในสนามบอลไม่เพียงเป็นการฝ่าฝืนกฎระเบียบของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ เท่านั้น แต่ยังขัดต่อ พ.ร.บ. พลุและดอกไม้ไฟ ซึ่งมีบทลงโทษตั้งแต่ปรับ ไปจนถึงจำคุก เหตุการณ์ครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงปัญหานโยบายการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดซ้ำซากที่ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ
แหล่งข่าววงในเปิดเผยว่า สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ กำลังพิจารณาบทลงโทษที่รุนแรงขึ้นกว่าเดิม ไม่ใช่แค่ปรับเงินสโมสร แต่ยังรวมถึงการตัดคะแนน หรือแม้กระทั่งพิจารณาพักการแข่งขันในสนามที่เกิดเหตุซ้ำซาก และอาจถึงขั้นยุบสภาบอล เพื่อปรับโครงสร้างการบริหารจัดการใหม่ทั้งหมด
บทลงโทษที่เข้มงวดนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่และแสดงความจริงจังในการแก้ปัญหา การรอชมกันต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงและยุติวัฒนธรรมอุลตร้าเชิงลบแบบนี้ได้หรือไม่
